วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กิจกรรมปลูกป่าเพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมปลูกป่าเพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ณ สำนักสงฆ์บ้านพุยาง ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี 
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 2. เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดราชบุรี
3. เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมและชุมชนในพื้นที่ ให้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้










ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติ

สิ่งแวดล้อมมีทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือ มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น อากาศ ดิน หิน แร่ธาตุ น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร พืชพรรณสัตว์ต่าง ๆ ภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ ฯลฯ สิ่งแวดล้อมดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นตัวการสำคัญยิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงทั้งในทาง เสริมสร้างและทำลายจะเห็นว่า ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ต่างกันที่สิ่งแวดล้อมนั้นรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎอยู่รอบตัวเรา ส่วนทรัพยากรธรรมชาติเน้นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์มากกว่าสิ่งอื่นประเภทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ก. ทรัพยากรธรรมชาติ แบ่งตามลักษณะที่นำมาใช้ได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วไม่หมดสิ้น ได้แก่

   1) ประเภทที่คงอยู่ตามสภาพเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย เช่น พลังงาน จากดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น ใช้เท่าไรก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จักหมด

   2) ประเภทที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น ที่ดิน น้ำ ลักษณะภูมิประเทศ ฯลฯ ถ้าใช้ไม่เป็นจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในที่เดิม ย่อมทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ ได้ผลผลิตน้อยลงถ้าต้องการให้ดินมีคุณภาพดีต้องใส่ปุ๋ยหรือปลูกพืชสลับและ หมุนเวียน

2. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วหมดสิ้นไป ได้แก่

   1) ประเภทที่ใช้แล้วหมดไป แต่สามารถรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ประชากรโลก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำเสียจากโรงงาน น้ำในดิน ปลาบางชนิด ทัศนียภาพอันงดงาม ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดขึ้นใหม่ได้

   2) ประเภทที่ไม่อาจทำให้มีใหม่ได้ เช่น คุณสมบัติธรรมชาติของดิน พร สวรรค์ของมนุษย์ สติปัญญา เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติ ไม้พุ่ม ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ป่า สัตว์บก สัตว์น้ำ ฯลฯ

   3) ประเภทที่ไม่อาจรักษาไว้ได้ เมื่อใช้แล้วหมดไป แต่ยังสามารถนำมายุบให้ กลับเป็นวัตถุเช่นเดิม แล้วนำกลับมาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เช่น โลหะต่าง ๆ สังกะสี ทองแดง เงิน ทองคำ ฯลฯ

   4) ประเภทที่ใช้แล้วหมดสิ้นไปนำกลับมาใช้อีกไม่ได้ เช่น ถ่านหิน น้ำมันก๊าซ อโลหะส่วนใหญ่ ฯลฯ ถูกนำมาใช้เพียงครั้งเดียวก็เผาไหม้หมดไป ไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้

   ทรัพยากรธรรมชาติหลักที่สำคัญของโลก และของประเทศไทยได้แก่ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ แร่ธาตุ และประชากร (มนุษย์)

ข. สิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ที่อยู่รอบ ๆ ตัว ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งเกิดจาก การกระทำของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

2. สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมประดิษฐ์ หรือมนุษย์เสริมสร้างกำหนดขึ้น

สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จำแนกได้ 2 ชนิด คือ

1) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อากาศ ดิน ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะ ภูมิอากาศ ทัศนียภาพต่าง ๆ ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทรและทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด

2) สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพหรือชีวภูมิศาสตร์ ได้แก่ พืชพันธุ์ธรรมชาติต่าง ๆ สัตว์ป่า ป่าไม้ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเราและมวลมนุษย์

สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมประดิษฐ์ หรือมนุษย์เสริมสร้างขึ้น ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มนุษย์เสริมสร้างขึ้นโดยใช้กลวิธีสมัยใหม่ ตามความเหมาะสมของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ รถยนต์ พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ ฝนเทียม เขื่อน บ้านเรือน โบราณสถาน โบราณวัตถุท อื่น ๆ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ค่านิยม และสุขภาพอนามัย

สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ

1) มนุษย์
เป็นตัวการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าสิ่ง อื่น เช่น ชอบจับปลาในฤดูวางไข่ ใช้เครื่องมือถี่เกินไปทำให้ปลาเล็ก ๆ ติดมาด้วย ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัย ส่งเป็นสินค้า หรือเพื่อใช้พื้นที่เพาะปลูกปล่อยของเสียจากโรงงานและไอเสียจากรถยนต์ทำให้ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ (น้ำเน่า อากาศเสีย)
2) ธรรมชาติแวดล้อม
ธรรมชาติแวดล้อม ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ เช่น แม่น้ำที่พัดพาตะกอนไปทับถมบริเวณน้ำท่วม และปากแม่น้ำต้องใช้เวลานานจึงจะมีตะกอนมาก การกัดเซาะพังทลายของดินก็เช่นเดียวกัน ส่วนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นเกิดจากแรงภายในโลก เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อื่น ๆ ได้แก่ อุทกภัยและวาตภัย ไฟป่า เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติดังกล่าวจะไม่เกิดบ่อยครั้งนัก
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่าและปลา น้ำ ดิน อากาศ แร่ธาตุ มนุษย์และทุ่งหญ้า

ทรัพยากรนันทนาการ

  นันทนาการ หมายถึง การกระทำใด ๆ  ที่ทำให้เกิดความสุข ความพึงพอใจ สนุนสนาน เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เสริมสร้างความรู้ และออกกำลังกาย การนันทนาการเปรียบเสมือนอาหารใจที่ทำให้คนเกิดความสมบูรณ์ทางด้านสมองและ จิตใจ  ดังนั้นการนันทนาการจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาหารที่มนุษย์รับ ประทานเข้าไป
จากการที่มนุษย์ต้องตรากตรำทำงานหนักตลอดทั้งวันหรือสัปดาห์ จะทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สมองตึงเครียด และเบื่อหน่ายต่องานที่ทำ จึงจำเป็นที่ต้องหาเวลาพักผ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในการทำงาน ให้ดียิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากวันสิ้นสุดสัปดาห์หรือวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ
ประชาชนชาวเมืองจะเดินทางออกไปพักผ่อนในชนบทที่อยู่ห่างไกลออกไป ในขณะที่คนในชนบทจะหลั่งไหลกันเข้าเมืองเพื่อพักผ่อนตามโรงภาพยนตร์ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเลือกซื้อสินค้าตามศูนย์การค้าต่าง ๆ อย่างไรก็ตามการนันทนาการอาจจะทำได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยม ความถนัด และความต้องการ
ในสภาพปัจจุบันสถานที่นันทนาการจะเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และมีเวลาว่าง จึงทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนกระทำได้ไกลจากถิ่นที่อยู่มาก ซึ่งทำให้สถานที่นันทนาการทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลออกไป จากย่านชุมชน มีผู้เข้าไปใช้บริการมากยิ่งขึ้น เอกชนบางแห่งได้หันมาลงทุนเพื่อดำเนินการทำธุรกิจทางด้านนันทนาการเป็นจำนวน มาก เป็นต้นว่า การจัดสร้างสวนสนุก สวนสัตว์ โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า รีสอร์ต การบริการทางด้านการขนส่ง และสนามกีฬา ซึ่งธุรกิจเหล่านี้นอกจากจะทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการอย่างดีแล้วยังช่วยใน การสร้างงานให้กับประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย
การนันทนาการจะทำได้หลายลักษณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเพศ วัย และความสนใจของแต่ละบุคคล ถ้าหากจะจัดชนิดของการนันทนาการตามหลักสากลแล้ว อาจจะแบ่งออกได้ 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ การกีฬา การออกกำลังกาย เพื่อศึกษาหาความรู้ และเปลี่ยนบรรยากาศ
ความสำคัญของสถานที่นันทนาการ
สถานที่ใช้นันทนาการ สามารถมีหลายสถานที่เช่น สนามกีฬา สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ  สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ  วัด โรงมหรสพ ศูนย์การค้า เป็นต้น สถานที่ดังกล่าว เป็นแหล่งความรู้ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ยังเป็นการนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และช่วยในการสร้างงานในท้องถิ่น
สถานที่นันทนาการนับว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่ง และเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำการบำรุงรักษาไว้ ทั้งนี้เพราะสถานที่นันทนาการจะเสื่อมสภาพไปตามกาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ นันทนาการทางวัฒนธรรม แม้แต่สถานที่นันทนาการทางธรรมชาติ เช่น ทะเลสาบ ชายหาด ถ้ำ น้ำตกและอื่น ๆ เมื่อมีผู้เข้าไปใช้บริการมาก ๆ จะทำให้เสื่อมโทรมและสกปรกได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฮ่องกงช้ำ มลพิษโอโซนพุ่งปรี๊ด สูงสุดในรอบทศวรรษ

 เอเจนซี- องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมชี้ 
คุณภาพอากาศในฮ่องกงเสื่อมที่สุดในรอบสิบปี แนะ รัฐบาลควรร่วมมือแผ่นดินใหญ่ลดการปล่อยพลังงาน



ฮ่องกงช้ำ มลพิษโอโซนพุ่งปรี๊ด สูงสุดในรอบทศวรรษ




กลุ่ม Clean Air Network เอ็นจีโอที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในฮ่องกงเผย ปีนี้ (2557) ค่ามลพิษโอโซนในฮ่องกงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบสิบปีที่ผ่านมา แม้ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละอองอื่นจะเริ่มลดลงแล้วในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้
       
     ทั้งนี้ กลุ่มคลีน แอร์ เนทเวิร์คเปิดเผยว่า ระดับมลพิษโอโซนของฮ่องกง วัดจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั้ง 15 แห่งทั่วเกาะ มีระดับอยู่ที่ 43 ไมโครกรัมต่อคิวบิกเมตร สูงกว่าที่องค์กรอนามัยโลก(WHO) แนะนำไว้ถึง 2 เท่า (WHO แนะนำไว้ที่ 23.5 ไมโครกรัมต่อคิวบิกเมตร)
       
       อย่างไรก็ตาม ระดับมลพิษโอโซนปีนี้ แตกต่างจากปีที่แล้วและปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่มีมลพิษโอโซนสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ (43.33 ไมโครกรัมต่อคิวบิกเมตร) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สะท้อนให้เห็นคุณภาพอากาศของฮ่องกงที่กำลังเลวร้ายลงอย่างชัดเจน
       
       มลพิษโอโซนเป็นมลพิษลำดับที่สองที่ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของอากาศกำลังเลวร้ายลง นางควอง ซัม-ยิน หัวหน้าฝ่ายบริหาร Clean Air Network ระบุ
       
       “เราหวังให้รัฐบาลเสริมสร้างความร่วมมือกับแผ่นดินใหญ่และศึกษาหาแหล่งต่างๆ ที่ปล่อยมลพิษโอโซนออกมา เพื่อหยุดยั้งพวกเขา” นาง ควอง ซัม-ยิน กล่าว
       
       นอกจากนี้ นางควอง ยังแนะนำให้เร่งออกกฎหมายบังคับให้เรือที่เทียบท่าฮ่องกงหันไปใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือกับก่วงตงเพื่อสร้างพื้นที่ควบคุมการปล่อยพลังงาน


 ด้านโฆษกจากสำนักการปกป้องสิ่งแวดล้อมฮ่องกง ระบุ “เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมทั้งปัญหามลพิษโอโซน เราจึงลงนามในข้อตกลงกับก่วงตงเพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยพลังงานภายในปี 2558 และ 2563

       
       อนึ่ง มลพิษโอโซน เป็นโอโซนที่สูงกว่าผิวดินต่ำกว่า 20 กิโลเมตร เรียกว่าโอโซนระดับผิวดิน มีผลต่อสุขภาพ สามารถทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ และหากมีการสูดรับเอาก๊าซโอโซนเข้าสู่ร่างกายโดยตรง จะเกิดอันตราย มีผลให้เกิดอาการหอบหืดซึ่งอาจเรื้อรังและมีผลต่อสุขภาวะของประชาชน สาเหตุหลักของมลพิษโอโซนมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ ในอุณหภูมิสูง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงเครื่องยนต์ของรถยนต์ โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมต่าง ๆ การเผาไหม้เชื้อเพลิงในครัวเรือน โดยสัดส่วนการเกิดจากรถยนต์มีสูงถึงร้อยละ 55 ของการเกิดทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ

การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ

          วิกฤตการณ์ การขาดแคลนน้ำจากสาเหตุต่างๆ เช่น ความต้องการน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ความต้องการน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ความสมดุลของทรัพยากรน้ำระหว่างฤดูแล้งและฤดูฝนไม่สมดุล รวมถึงการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ที่ขาดแผนการใช้ที่รัดกุมและเหมาะสมรวมทั้งขาดองค์กรระดับชาติที่จะเข้า มาบริหารจัดการแหล่งน้ำ ตลอดจนแหล่งน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันมีสภาพเสื่อมโทรม เน่าเสีย คุณภาพไม่เหมาะสมไม่สามารถนำมาใช้ได้ จากปัญหาที่กล่าวมานี้ เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น
          1. สภาพแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลาย การบุกรุกทำลายแหล่งน้ำ ส่งผลให้ พื้นที่ต้นน้ำลำธารอันเป็นแหล่งกำเนิดน้ำ ไม่สามารถดูดซับหรือชะลอน้ำไว้ในดิน เมื่อเกิดฝนตกหนักจึงทำให้มีน้ำไหลบ่าลงมาท่วมพื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว และรุนแรง
          2. สภาพน้ำท่า เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกชุก ในทุกๆ ภาคของประเทศมี ปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่ามีปริมาณลดลงไปด้วย
          3. การใช้น้ำและความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำ กิจกรรมต่างๆ ทั้งทาง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม อุปโภคและบริโภค การท่องเที่ยว ตลอดจนการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรมล้วนเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความต้อง การใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น
          4. การบุกรุกทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ การขยายตัวของบ้านจัดสรรโรงงาน อุตสาหกรรม การพัฒนาการคมนาคมขนส่ง โดยขาดการวางแผนก่อให้เกิดการบุกรุกทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำหรืออาจทำให้มีการปน เปื้อนของสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ

การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ

          1. ให้มีการศึกษาวางแผนการจัดการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น โครงการผันน้ำ โครงการเขื่อนเก็บกักน้ำใต้ดิน เพื่อเป็นการรองรับการใช้น้ำระยะยาว ซึ่งการวางแผนต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งทางด้านสังคมและสภาพแวดล้อมต้องมีการกำหนดนโยบายและแผนการแก้ไขผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
          2. กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ โดยให้มีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ของการใช้ทรัพยากรน้ำในระยะยาว รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
          3. ส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ แหล่งน้ำและต้นน้ำลำธาร รวมถึงการควบคุมอย่างเข้มงวดและการมีบทลงโทษอย่างรุนแรงต่อการตัดไม้ทำลาย ป่าต้นน้ำลำธาร
          4. ให้ความสำคัญในการปรับปรุงแหล่งน้ำขนาดเล็ก รวมถึงการระมัดมะวังมิให้ นำพื้นที่ชลประทาน แหล่งน้ำธรรมชาติ ระบบชลประทานมาใช้เพื่อประโยชน์อื่น
          5. เสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ การใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้มีวินัยในการใช้น้ำอย่างถูกต้อง รวมทั้งการอนุรักษ์น้ำอย่างถูกวิธี ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของทรัพยากรน้ำ

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พบขยะมหาศาลในมหาสมุทรอินเดีย ผลพลอยได้จากการค้นหาเครื่อง MH370




พบขยะมหาศาลในมหาสมุทรอินเดีย
ผลพลอยได้จากการค้นหาเครื่อง MH370

จากการที่ได้เบาะแสว่ามีสิ่งของที่อาจจะหลงเหลือจากเครื่องบินมาเลเซีย MH370 ที่หายไป อยู่บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ทีมค้นหาจากนานาชาติพุ่งเป้าไปในบริเวณดังกล่าว แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ลอยอยู่ในทะเลคือเครื่องมือทำประมงที่ไม่ใช้แล้ว

ความจริงดังกล่าวไม่แต่เพียงทำให้ญาติของผู้เสียหายต้องผิดหวังและหัวใจสลาย แต่ยังเป็นการบ่งชี้ว่า พื้นน้ำที่เป็นทะเลเปิดอันกว้างใหญ่นั้น เต็มไปด้วยขยะที่ลอยไปอย่างไร้จุดหมาย

Marcus Eriksen ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน 5 Gyres ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ที่สำรวจจำนวนขยะพลาสติกในทะเลทั่วโลก กล่าวว่า เนื่องจากมีความยากลำบากในการนับจำนวน จึงได้แต่เป็นเพียงกำหนดปริมาณว่ามีขยะมากน้อยเท่าไรในมหาสมุทร
ชาร์ลส์ มัวร์ นักสำรวจทางทะเลซึ่งทำงานกับสถาบันสำรวจ Algalita Marine ในเมืองลอง บีช แคลิฟอร์เนีย คาดการณ์ว่า ขยะพลาสติกชิ้นใหญ่-น้อยที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร น่าจะมีน้ำหนักประมาณ 200 ล้านตัน

Eriksen กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการประมาณการจำนวนขยะในมหาสมุทรทั่วโลกที่พอจะเชื่อถือได้ และคิดว่ารายงานของ 5 Gyres ซึ่งจะเปิดเผยเร็วๆ นี้จะเป็นสิ่งที่ใช้อ้างอิงได้ ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมาจากการจัดทีมสำรวจ 24 ครั้งใน 6 ปี ซึ่งพบว่า ขยะพลาสติกที่ลอยในมหาสมุทรมีประมาณ 5.25 พันล้านล้านชิ้น และมีน้ำหนักประมาณ ครึ่งล้านตัน ซึ่งมีตั้งแต่หลอดไฟฟ้า ไม้ ลูกมะพร้าวแห้ง และอื่นๆ ปนอยู่บ้างในส่วนใหญ่ที่เป็นพลาสติก จำนวนนี้ไม่รวมสิ่งปรักหักพักที่จมอยู่ใต้พื้นทะเลซึ่งไม่อาจทราบได้

ขยะที่ลอยในมหาสมุทรที่จะเป็นกับดักสำหรับสัตว์ทะเลที่ทำให้พวกมันตายได้ อาทิ เครื่องมือสำหรับทำประมง เช่น แห อวน และทุ่น ซึ่งใช้เวลานานในการย่อยสลาย ขยะในทะเลมาจากแหล่งต่างๆ  อาทิ สะสมอยู่ในแม่น้ำและไหลตามกระแสน้ำออกสู่ทะเล ในขณะที่บางอย่างถูกพัดมาจากแผ่นดินระหว่างการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ 

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ธารน้ำแข็งละลายทำ “หมีขั้วโลก” เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

ธารน้ำแข็งละลายทำ “หมีขั้วโลก” เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน





ทีมวิจัยสหรัฐฯเผยผลการศึกษาพฤติกรรมหมีขั้วโลกบริเวณอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ทางตอนเหนือของแคนาดา พบนักล่าแห่งขั้วโลกมีการล่าเหยื่อบนบกมากขึ้น ทั้งห่านและกวางแคริบู สอดคล้องกับผลการศึกษาเศษซากในมูลสัตว์ใหญ่ดังกล่าวที่ชี้ว่า มีพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปจากในอดีตที่ยังไม่ถูกคุกคามจากภาวะโลกร้อนมากเท่ากับในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก โพลาแบร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Polar Bears International) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์หมีขั้วโลกโดยไม่แสวงหาผลกำไรได้ให้ข้อมูลว่า หมีขั้วโลกดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้จากการล่าแมวน้ำและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลชนิดอื่นๆ เป็นอาหาร โดยที่หมีขั้วโลกจะรอคอยเหยื่ออยู่บริเวณช่องหรือรอยแยกของแผ่นน้ำแข็งในทะเล และจะจู่โจมเหยื่อที่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อธารน้ำแข็งละลายลง หมีขั้วโลกต้องอาศัยอยู่บนฝั่งและกินอาหารหลากหลาย รวมทั้งเห็ดและผลเบอร์รี หรือแม้กระทั่งห่านหิมะและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น
     




ทว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ธารน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่หมีขั้วโลกต้องเร่งหาอาหารและสะสมไขมันก่อนที่จะต้องย้ายไปอยู่บนแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบัญญัติคุ้มครองสัตว์และพืชใกล้สูญพันธุ์ของสหรัฐอเมริกา (U.S. Endangered Species Act) จึงได้บรรจุรายชื่อสัตว์ที่สง่างามและน่าเกรงขามอย่างหมีขั้วโลกให้อยู่ในกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคาม (threatened species) เช่นเดียวกับที่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature) ได้จัดให้หมีขั้วโลกเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามและมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
       
ทีมวิจัยได้บันทึกภาพหมีขั้วโลกที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของอ่าวฮัดสันที่อยู่เหนือแคนาดาขึ้นไป โดยสามารถจับภาพหมีขั้วโลกขณะกำลังวิ่งไล่ล่า และกินห่านหิมะเป็นอาหาร โดยได้มีการเผยแพร่งานศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าวในวารสารโพลาร์อีโคโลจี (Polar Ecology) เมื่อปีก่อน นอกจากนั้นในปีเดียวกัน ทีมวิจัยยังได้เผยผลการศึกษามูลของหมีขั้วโลกในยุคปัจจุบันในวารสารอีโคโลจี แอนด์ อีโวลูชั่น (Ecology and Evolution) โดยมีการเปรียบเทียบกับผลการศึกษาเรื่องเดียวกันนี้ในช่วงปี 1968-1969 ซึ่งในเวลานั้นภาวะโลกร้อนยังไม่ได้ส่งผลต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของหมีขั้วโลกรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน
       

นักวิจัยพบว่า ในมูลของหมีขั้วโลกในอดีตมีเศษซากของห่านหิมะน้อยกว่า ขณะที่มูลของหมีขั้วโลกในช่วงเวลาปัจจุบันเต็มไปด้วยเศษซากของกวางแคริบูและไข่ห่าน ซึ่งไม่พบในตัวอย่างที่ศึกษาก่อนหน้านี้ นั่นแสดงว่าหมีขั้วโลกมีพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการละลายของธารน้ำแข็งที่ทำให้หมีขั้วโลกต้องดำรงชีพอยู่บนฝั่งเร็วขึ้น เป็นผลให้เพิ่มโอกาสในการกินไข่ห่านเป็นอาหารแก่หมีขาว 

แม้จะมีความได้เปรียบในเรื่องของปริมาณอาหารบนฝั่งที่มีมากกว่าในอดีต แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการหาอาหารก็ไม่น่าจะช่วยรักษาจำนวนหมีขั้วโลกจากภาวะโลกร้อนและการหายไปของธารน้ำแข็งได้